วิกฤตอาหารโลกซ้ำซ้อน ค่าครองชีพพุ่งสูง แนะรัฐช่วยเหลือแบบเจาะจง
IMF เตือนวิกฤตอาหารโลกซ้ำซ้อน ดันค่าครองชีพพุ่งสูง แนะรัฐช่วยเหลือแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม ลดภาระการคลัง
ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ในเวทีเสวนา Food Security in an Age of shock ผู้บริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และรัฐมนตรีจากหลายประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเสนอให้รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตล่วงหน้า มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และรักษาเสถียรภาพการคลังควบคู่กัน
ไนเจล คลาร์ก รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF กล่าวว่า ความไม่มั่นคงทางอาหารกำลังกลายเป็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคและการคลังที่เกิดขึ้นซ้ำ ไม่ใช่เพียงภัยพิบัติด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นครั้งเดียว โดยมีปัจจัยสำคัญทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญที่กระทบผลผลิตทางการเกษตร และสงครามในตะวันออกกลางกับยูเครนที่สร้างความปั่นป่วนต่อตลาดอาหาร พลังงาน การขนส่งทางเรือ และปุ๋ย
ขณะเดียวกัน หลายประเทศมีเงินสำรองรองรับวิกฤตลดลง จากหนี้สาธารณะและต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยและรัฐเปราะบาง ความท้าทายจึงอยู่ที่การช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน โดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ
โซมาเลียเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต นำเข้าอาหาร 75%
บิฮี อิมัน เอกิฮ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหพันธ์สาธารณรัฐโซมาเลีย กล่าวว่า ความเสี่ยงสำคัญของประเทศไม่ใช่วิกฤตเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งภัยแล้งหลายฤดูกาล น้ำท่วม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่มั่นคงภายในประเทศ การพึ่งพาการนำเข้า และความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาจากต่างประเทศที่ลดลง
โซมาเลียนำเข้าอาหารคิดเป็น 75% ของการบริโภคทั้งหมด ทำให้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานส่งผ่านไปยังราคาอาหาร ราคาน้ำมัน และค่าครองชีพได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2566 ประเทศเผชิญภัยแล้งหลายฤดูกาล ปี 2567 เผชิญน้ำท่วมจากเอลนีโญ ปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการลดความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ และปี 2569 ต้องรับมือกับผลกระทบต่อเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมความเสี่ยงจากเอลนีโญรุนแรงเป็นพิเศษ
สำหรับการรับมือภัยแล้งในปี 2569 ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 6 ล้านคน รัฐบาลได้จัดทำแผนเตรียมพร้อมล่วงหน้า กำหนดเงื่อนไขการรับมือและกลไกฉุกเฉินไว้ก่อนเกิดวิกฤต พร้อมใช้ระบบทะเบียนสังคมดิจิทัลเพื่อระบุกลุ่มเปราะบาง และให้ความช่วยเหลือเป็นเงินสดผ่านระบบที่เชื่อมโยงกับบริการทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งชาวโซมาเลียเกือบ 90% ใช้งานอยู่
ซึ่งการช่วยเหลือด้วยเงินสดมีความเหมาะสมและคุ้มค่าในพื้นที่ที่ตลาดยังทำงานได้ เพราะเข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางได้ แม้บางพื้นที่จะมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยจนไม่สามารถส่งมอบอาหารโดยตรงได้ พร้อมชี้ว่า การอุดหนุนราคาสินค้าแบบทั่วถึงมีต้นทุนสูงและไม่เหมาะกับประเทศเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
บูร์กินาฟาโซเร่งระดมรายได้ในประเทศ สร้างความสามารถผลิตอาหาร
อาบูบาการ์ นาคานาโบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และการวางแผนของประเทศบูร์กินาฟาโซ กล่าวว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่เพียงปัญหาการเกษตร แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม การคลัง และความมั่นคง โดยประเทศกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกัน ทั้งปัญหาความมั่นคง ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด
รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการระดมรายได้ภายในประเทศเพื่อสร้างเงินสำรองทางการคลัง พร้อมลงทุนสร้างความสามารถให้ประชาชนผลิตอาหารได้ด้วยตนเอง เช่น การจัดหาแหล่งชลประทานและปุ๋ย เพื่อลดการพึ่งพาความช่วยเหลือในระยะยาว
นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือวิกฤตและนำความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นมาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนจัดทำงบประมาณ แม้จะไม่สามารถคาดการณ์วิกฤตได้ทั้งหมด แต่การตอบสนองของรัฐต้องไม่เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที
จิบูตีชี้ความขัดแย้งกระทบห่วงโซ่อาหาร หนุนลงทุนคลังสินค้าและเชื่อมโยงภูมิภาค
อิลยาส มูซา ดาวาเลห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การเงิน และการวางแผนของประเทศจิบูตี กล่าวว่า จิบูตีมีประชากรราว 1.5 ล้านคน และพึ่งพาการนำเข้าอาหารอย่างมาก ท่ามกลางความไม่มั่นคงในภูมิภาค โดยที่ผ่านมาเคยลงทุนด้านเกษตรกรรมในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเอธิโอเปียและซูดาน เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร
อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด-19 และความไม่สงบในเอธิโอเปียเคยทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ขณะที่เยเมนซึ่งเป็นอีกแหล่งนำเข้าสินค้าจำเป็นก็เผชิญวิกฤตเช่นกัน ส่งผลให้จิบูตีได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งยังต้องรับมือกับภัยแล้งที่กระทบการผลิตและเพิ่มความขัดแย้งระหว่างชุมชนในประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการไหลเข้าของผู้ลี้ภัยที่ทำให้ต้องดูแลทั้งประชาชนของตนเองและผู้ที่เดินทางเข้ามาจากพื้นที่ไม่ปลอดภัย
อีกทั้งระบุว่า ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซและความเสี่ยงบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบยังกระทบเส้นทางการค้าและศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ทำให้เกิดความปั่นป่วนในการขนส่งสินค้าและราคาน้ำมัน จึงจำเป็นต้องยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งการลงทุนในคลังสินค้า เส้นทางขนส่ง และไซโลเก็บธัญพืชขนาดใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการอาหารและลดผลกระทบเมื่อเกิดวิกฤต
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ประเทศในแถบจะงอยแอฟริการ่วมลงทุนในห่วงโซ่การผลิตอาหาร โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศ เช่น การประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมยกตัวอย่างว่า ประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งยังต้องนำเข้าอาหารทะเลจากไทยและแอฟริกาใต้ ทั้งที่โซมาเลียมีชายฝั่งทะเลยาวและทรัพยากรทางทะเลสูง แต่ยังต้องนำเข้าอาหารทะเล ขณะที่เอธิโอเปียไม่มีทางออกสู่ทะเลแต่มีความต้องการบริโภคสูง จึงควรเชื่อมโยงจุดแข็งของแต่ละประเทศเพื่อพัฒนาห่วงโซ่อาหารร่วมกัน
โดยมองว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงและสร้างสันติภาพในภูมิภาค พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกและองค์กรระหว่างประเทศร่วมสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
UN ESCWA ชี้ราคาอาหารเพื่อโภชนาการเพิ่ม 35% คนเปราะบางเสี่ยงเข้าถึงอาหารไม่ได้
ราเนีย อัล-มาแชต รองเลขาธิการสหประชาชาติและเลขาธิการบริหารของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียตะวันตก (UN ESCWA) กล่าวว่า ประเทศต่างๆ มีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมหลังโควิด-19 ทั้งโครงการช่วยเหลือแบบเจาะจงและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อระบุครัวเรือนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือได้แม่นยำขึ้น แต่ขนาดของวิกฤตที่เกิดขึ้นกลับรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
ปัญหาความมั่นคงทางอาหารไม่ได้มีเพียงเรื่องปริมาณอาหารที่มีอยู่ แต่ยังรวมถึงความสามารถในการซื้ออาหาร โดยราคาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น 35% ในปี 2568 ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพ
ราเนียระบุว่า ระบบอาหารต้องได้รับการพิจารณาแบบองค์รวม ตั้งแต่การเกษตร การขนส่ง ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน เพราะเมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งหยุดชะงักย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งระบบ ขณะเดียวกัน ภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงยังเผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านการคลัง โดยอาหารมีสัดส่วนประมาณ 35-40% ในตะกร้าคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคของหลายประเทศ
หากราคาอาหารเพิ่มขึ้น 20% คาดว่าจะมีประชาชนเกือบ 5 ล้านคนได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ การลดความช่วยเหลือที่เชื่อมโยงกับการเข้าเรียนของเด็กอาจกระทบต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญทั้งเงินสำรองทางการคลังและการพัฒนาคน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้ประเทศรับมือวิกฤตได้ดีขึ้น
สำหรับแนวทางระยะยาว ราเนียเสนอให้เพิ่มเงินทุนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะการปรับตัวและระบบอาหาร เนื่องจากเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้าสู่ภูมิภาคนี้มีไม่ถึง 14% พร้อมสนับสนุนการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การพยากรณ์ภัยภูมิอากาศล่วงหน้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการแลกเปลี่ยนหนี้เพื่อการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถครอบคลุมระบบอาหารได้ด้วย
นอกจากนี้ ยังเน้นการเชื่อมโยงความร่วมมือระดับภูมิภาค การพัฒนาขีดความสามารถ และการแบ่งปันความช่วยเหลือทางเทคนิค โดยคาดหวังว่าจะผลักดันแนวทางดังกล่าวให้เกิดความคืบหน้าในไตรมาสแรกของปี 2570
IMF แนะ 4 แนวทางช่วยประชาชน ลดภาระงบประมาณ
ไนเจล คลาร์ก สรุปแนวทางรับมือวิกฤตอาหารว่า รัฐบาลต้องตอบสนองอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ควรเลือกมาตรการที่ทำได้ง่ายโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนและประสิทธิภาพ พร้อมเสนอ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. หลีกเลี่ยงมาตรการอุดหนุนแบบทั่วถึง หากมีทางเลือกที่เจาะจงได้ เช่น การอุดหนุนราคาน้ำมัน อาหาร และภาษี แม้จะดำเนินการได้รวดเร็วและประชาชนเห็นผลทันที แต่มีต้นทุนสูง ยกเลิกได้ยาก และผู้มีรายได้สูงมักได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มเปราะบาง ขณะที่การให้อาหารในโรงเรียน การโอนเงินสดโดยตรง และการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางสังคมที่มีอยู่ชั่วคราว สามารถช่วยผู้ที่จำเป็นได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่า
2. ลงทุนในระบบส่งมอบความช่วยเหลือ ทั้งบัตรประจำตัวดิจิทัล ทะเบียนสังคม ระบบชำระเงินที่เชื่อมโยงกัน และช่องทางที่ประชาชนเชื่อถือ เพื่อให้รัฐเพิ่มหรือลดระดับความช่วยเหลือได้ตามสถานการณ์
3. กำหนดวินัยการคลังตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการกำหนดวงเงินงบประมาณ เกณฑ์ผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ และเงื่อนไขยุติมาตรการอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้มาตรการฉุกเฉินชั่วคราวกลายเป็นภาระถาวร
4. สร้างความโปร่งใสและระบบตรวจสอบ เปิดให้ประชาชนร้องเรียน มีระบบติดตามและตรวจสอบการใช้จ่าย เพื่อป้องกันเงินรั่วไหล แก้ไขมาตรการได้ทันเวลา และสร้างความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ
ไนเจลกล่าวด้วยว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตที่เกิดซ้ำและบ่อยครั้งมากขึ้น จึงต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างระบบช่วยเหลือที่พร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดย IMF สามารถให้คำแนะนำด้านมาตรการที่ยั่งยืนทางการคลังและการออกแบบความช่วยเหลือทางสังคม ขณะที่องค์กรพันธมิตรสามารถสนับสนุนระบบชำระเงินและการส่งมอบความช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนได้จริง
ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า เพิ่มการผลิตในภูมิภาค
ด้านโรดริโก วัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง IMF กล่าวว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตต่างๆ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ทั้งหมด ประเทศจึงต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า และตระหนักถึงความเชื่อมโยงของผลกระทบระหว่างประเทศ
พร้อมระบุว่า ยังมีสองประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม ได้แก่ การสร้างแนวทางรับมือร่วมกันในระดับภูมิภาคให้เกิดขึ้นจริง และการเพิ่มการลงทุนเพื่อผลิตอาหารภายในภูมิภาค เนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูงทำให้ประเทศต่างๆ มีความเปราะบางต่อแรงกระแทกจากภายนอก
นอกจากนี้ การย้ายถิ่นฐานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหาร จึงจำเป็นต้องนำมาพิจารณาร่วมกันในการกำหนดนโยบายรับมือวิกฤตต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB